คลิกที่สินค้าแล้วเลือกหมวดย่อย"เครื่องปรับอากาศ"ตู้เย็น"เครื่องซักผ้า"ซักผ้าหยอดเหรียญ"ทีวี"โน๊ตบุ๊ค"สินค้าบริการ"IT Hom-Bot"TV SAMSUNG"
ต้องการทราบว่าสินค้าเกรดใหม่คืออะไร
"คลิกที่นี่"
สินค้า
สถิติ
เปิดเมื่อ29/02/2012
อัพเดท20/11/2018
ผู้เข้าชม2397103
แสดงหน้า3970311
เมนู
บทความ
เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ
หลักการทำงานของเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ
ธุรกิจซักผ้าหยอดเหรีญ
เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ
จันทร์เจริญกิจ CCK
เครื่องใช้ไฟฟ้าเกรด B
การประกันสินค้า
การประกันสินค้า(เพิ่มเติม1)
งดการสั่งจองสินค้าแบบปากเปล่า
การตัดสินค้าจากที่อื่นมาจำหน่าย
การจองสินค้า
สินค้า Refurbished
หัวข้อ ข้อมูลสาระความรู้ที่ควรทราบก่อนเลือกซื้อสินค้า
การเดินสายดินที่ถูกต้อง
การต่อสายดินกับตัวเครื่องใช้ไฟฟ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้ามีทั้งคุณและโทษ
วิธีการต่อสายดินให้ถูกต้อง
ความแตกต่างระหว่าง ทีวี LCD LED Plasma
ทีวี LCD LED PLASMA แตกต่างกันอย่างไร?
การทำงานของจอพลาสม่ากับจอแอลซีดี
วิธีตรวจสเปคทีวีอย่างง่าย
เปรียบเทียบสเปคทีวี
เปรียบเทียบ สเปคทีวีแต่ละรุ่น
รีวิวเครื่องซักผ้า LG ฝาหน้า
รีวิวเครื่องซักผ้าฝาหน้า LG WD-12080TDS
ตู้เย็น side by side เปรียบเทียบราคา
การเลือกซื้อและการรักษาตู้เย็น
ตู้เย็น side by side LG รู่นและราคา
สมาร์ททีวี LG
แชร์คอนเทนต์ด้วยฟังชั่น Miracast ของ LG
สมาร์ททีวีของ LG ทำอะไรได้บ้าง
จุดเด่นของสมาร์ททีวี LG
ความแตกต่างทีวี 3D
เปรียบเทียบทีวี 3 D ของ LG กับทีวีทั่วไป
การเลือกซื้อเครื่องซักผ้า
เลือกเครื่องราคาเท่าไรดี
การเลือกเครื่องซักผ้า
มารู้จักเครื่องซักผ้ากัน
หลักการทำงานของเครื่องซักผ้าฝาหน้า
เตาอบไมโครเวฟและการเลือกซื้อ
หลักการทำงานของไมโครเวป
ไมโครเวฟทำประโยชน์ได้หลายอย่าง
การเลือกซื้อเตาไมโครเวฟ
ประเภทของเตาอบไมโครเวฟ
เครื่องซักผ้า LG /Samsung
รูปสัญญาลักษณ์เกี่ยวกับเสื้อผ้า
วิธีการซักผ้าและข้อห้าม
รีวิวเครื่องซักผ้า LG รุ่นประหยัด
การดูแลบำรุงรักษาเครื่องซักผ้า LG
LG ฟังชั่น Refresh
DD Motor ระบบไดรฟ์เครื่องซักผ้า LG
เครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่นท็อปซัก12อบ7กก
เครื่องซักผ้า LG True Stream
เครื่องซักผ้า 6 Motion
แอร์ Inverter แอร์โรตารี่ การติดตั้ง สาระความรู้เรื่องแอร์
14 วิธีติดแอร์บ้านให้เย็นเต็มๆ และประหยัดค่าไฟเมื่อเจออากาศร้อนแบบเมืองไทย
การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
ฉลากเบอร์ 5
แอร์กี่บีทียูถึงจะเหมาะสมกับห้อง
คอมเพลสเซอร์แบบสโครล
สายดินสำหรับแอร์
การหาขั้วและการต่อขั้วคอมเพสเซอร์แอร์
วีดีโอ แสดงวิธีการติดตั้งแอร์ LG
น้ำยาแอร์ Inverter R410A
หลักการทำงานของแอร์ Inverter
หลักการทำงานของ HDD DVD VCD BLU-RAY
มาทำความรู้จักกับทีวีดิจิตอลกัน
คูปอง690แลกกล่องดิจิตอน
ทีวีดิจิตอล
เปรียบเทียบตรวจเช็คราคาทีวี
เปรียบเที่ยบราคาขายทีวี LG
สิ่งควรรู้ในการเลือกซื้อทีวี
ค่า Contract Ratio ของทีวี lcd led & plasma
สายนำสัญญาณ HDMI V1.4
สาย hdmi ราคาแพงคุณภาพต่างกับสายราคาถูกหรื่อไม่อย่างไร
สาย MHL
สาระเรื่องสายHDMIสำหรับมือใหม่
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับสาย HDMI V1.4
การแก้ปัญหาเครื่องซักผ้า LG Smart Diagnosis
โปรแกรมตรวจสอบปัญหาเครื่องซักผ้าด้วยโทรศัพท์
หลักการทำงานของเครื่องทำความเย็น
ตู้เย็นside by side มีน้ำแข็งเกาะ
วิธีกำจัดกลิ่นในตู้เย็น
การใช้ตู้เย็นให้ประหยัดพลังงาน
การดูแลบำรุงรักษาตู้เย็นให้ใช้งานได้นาน
หลัการทำงานของตู้เย็น
เครื่องซักผ้า Samsung
หลัการทำงานของ Eco Bubble ของ Samsung
น้ำยาแอร์ Inverter R410a
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับน้ำยาแอร์ R410a
สินค้า Refurbished
การเชื่อมท่อทองแดง
การเชื่อมทองทองแดง
คู่มือการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างฉลาด
สิ่งควรรู้ในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
วิธีตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลังถูกน้ำท่วม
วิธีตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า
การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด
ซื้อกล้องวงจรปิดอย่างไรให้ตรงความต้องการอย่างคุ้มค่า
การเลือกซื้้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมือสอง
การผลิตและประกอบเมนบอร์ด
โน๊ตบุ๊คมือสองกับข้อสังเกตุในการเลือกซื้อ
การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมือมอง
การเลือกซื้อ GPS เพื่อใช้นำทาง
เปรียบเทียบ Chipset SiRF กับ MTK
การเลือกซื้อ GPS
การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า
การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าให้ประหยัด
การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า
ตรวจเช็คเครื่องใช้ไฟฟ้า
การตรวจเช็คดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า
การตรวจเช็คเครื่องใช้ไฟฟ้า
โฮมเธียเตอร์
การเลือกชุดโฮมเธียเตอร์
หลักการคำนวนค่าไฟฟ้า
วิธีคำนวนค่าไฟฟ้า
หารายได้แบบไม่ต้องลงทุน(จับเสือมือเปล่า)
จับเสือมือเปล่า
ขายสินค้าออนไลน์
ขายสินค้าออนไลน์
ไฟ LED
ไฟแอลอีดี
หลอดไฟ LED คืออะไร
ไฟ LED ดีอย่างไร
เครื่องฟอกอากาศ
เครื่องฟอกอากาศชาร์ป KC-A40TA
ทีวีความละเอียดสูง Ultra HD 4K
มาตรฐานใหม่ของหน้าจอทีวี
การเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับทีวี
การเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นเข้ากับทีวี
เครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ LG Hom-Bot
รีวิวเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
นานาสาระสุขภาพ
โพล

การเลือกชุดโฮมเธียเตอร์

20/03/2014 20:39 เมื่อ 20/03/2014 อ่าน 48323 | ตอบ 4
ก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าเลือกซื้อโฮมเธียเตอร์สักเครื่องสิ่งที่ควรรู้...

โฮมเธียเตอร์…กับการเลือกซื้อสำหรับมือใหม่

รีซีฟเวอร์ คือหัวใจสำคัญของระบบเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์  เพราะรีซีฟเวอร์ทำหน้าที่เป็น

-  จูนเนอร์ หรือ เครื่องรับสัญญาณจากภาครับวิทยุ

-  เป็นอินติเกรตแอมป์  ขยายสัญญาณเสียงที่มาจากเครื่องเล่น DVD หรือมาจาก Box รับสัญญาณเคเบิลทีวี

- ทำหน้าที่แปลงสัญญาณที่ส่งมาได้ทั้ง  ระบบดิจิตอล และ อะนาล็อก  โดยจะอ่านสัญญาณแยกออกเป็น 5.1 แชนแนล หรือมากกว่านั้นบางรุ่นอาจเป็น 7.1 แชนแนล  เพื่อขับลำโพง ได้แก่   – ลำโพงCenter     ใช้ขับเสียงกลางหรือเสียงพูด  ซึ่งการดูหนังลำโพงCenter จะทำหน้าที่มากที่สุด

- ลำโพงหน้าซ้าน-ขวา  (Front)และลำโพง Surround เป็นลำโพงเพื่อแยกมิติเสียงและช่วยให้การสร้างเอ็ฟเฟคมีความสมจริง

ลำโพงทั้งหมดควรจะเป็นลำโพงยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน เพราะจะทำให้สนามเสียงที่ได้กลมกลืนกันทั้งระบบ  ซึ่งปัจจุบันนี้ผู้ขายได้พยายามขายเป็น Set อยู่แล้ว  ราคามีให้เลือกตั้งแต่ระดับ Low ถึง Hi  แต่หลักในการเลือกซื้อเหมือนกันคือสเปกลำโพงต้องอยู่ใน Series เดียวกัน

สำหรับ Reciever ซึ่งเป็นตัวขยายเสียง  ยิ่งมีความยุ่งยากวุ่นวายมากกว่า  ซึ่งในปัจจุบันรีซีฟเวอร์มีการพัฒนาทางเทคโนโลยี่ช้ากว่าแอมปลิฟลายสำหรับฟังเพลงที่มีให้เลือกมากกว่าและออกแบบวงจรที่หลากหลายกว่า  นับตั้งแต่ชุดโฮมเธียเตอร์เกิดขึ้นมาในตลาด Home Use ระบบโฮมเธียเตอร์ยังคงมุ่งเน้นผลิตให้กับกลุ่ม Mid-End จนไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของรีซีฟเวอร์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นได้   ผู้ผลิตเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ยังคงมุ่งเน้นพัฒนาเรื่องจุกจิกเพิ่มเข้ามาในเครื่องเล่นรุ่นใหม่ๆแทนที่จะพัฒนาปรับปรุงเรื่องของคุณภาพเสียง  เช่นสนามเสียงเทียมในแบบต่างๆเช่น Hall, โรงหนัง, สนามเสียงที่ใช้ในห้องแคบๆการปรับเสียงตามแนวเพลงร็อค,แจ็ส,ป็อบ  วงจรอีควอไลเซอร์ปรับแต่งความถี่สูง  หรือเหล่าโปรแกรม Pro  Logic ทั้งหลายนั้น  ส่วนใหญ่ทำให้คุณภาพเสียงแย่ลง   ถ้าถามคนที่ใช้งานจริงๆแล้วจะพบว่า  การปรับเสียงปลอมๆเหล่านี้  ทำให้คุณภาพเสียงของรีซีฟเวอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด   Mode เหล่านี้เป็นเพียงลูกเล่นไร้ค่า   สำหรับมือใหม่อยากให้พิจรณาในเรื่องของกำลังขับมากกว่า

 

การถอดรหัสเสียง ส่วนระบบถอดรหัสเสียง  เช่น Dolby  Digital, Dolby  Pro-Logic, DTS รวมไปถึง THX มักจะทำให้คนซื้อสับสนว่ามันคืออะไรกันบ้าง  จำเป็นแค่ไหน  ระบบถอดรหัสเสียงของ Dolby ดูเหมือนจะครองตลาดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์   มันทำหน้าที่แยกเสียงที่ถูกบันทึกมาจากแผ่น DVD ให้ถูกต้องที่สุด  จากซ้ายไปขวา จากเซอร์ราวด์ไปเซ็นเตอร์  เครื่องที่ติด Label พวกนี้ก็สามารถทำงานกับแผ่นที่บันทึกมาในระบบนั้นๆซึ่งรีซีฟเวอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบถอดรหัสแทบทุกตัว  ส่วน Label  THXที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันคือระบบเสียงแต่มันไม่ใช่เช่นนั้น  รีซีฟเวอร์ที่สามารถติด Label THX ได้นั้นจะต้องนำเครื่องไปให้ THX ทดสอบว่าเครื่องยี่ห้อนั้น  รุ่นนั้น ผ่านมาตรฐาน THX หรือไม่  มาตรฐานที่ว่าเช่นกำลังขับ   การตอบสนองความถี่  และความเที่ยงตรง  ต้องอยู่ระดับไหนถึงจะใช้มาตรฐานTHX ได้    ส่วนการถอดรหัสเสียงระบบ Dolby หรือ DTS เป็นตัวทำหน้าที่นั่นเอง

วัตต์สำคัญหรือไม่  เท่าไหร่จึงจะดี หากถามว่ากำลังขับเท่าไหร่ต่อแชนแนลจึงจะพอดี   คิดว่าสัก 70-100 วัตต์  ก็พอเพียงสำหรับห้องรับแขก  หรือห้องที่ไม่ใหญ่นัก  แต่เหนือสิ่งอื่นใด  คือรีซีฟเวอร์จะต้องมรกำลังสำรองพอสมควร  ซึ่งผู้ซื้อต้องหาสเปกมาศึกษาก่อน  ส่วนช่องสัญญาณต่างๆต้องมีครบถ้วน  ตั้งแต่ช่องรับสัญญาณดิจิตอลใยแก้วนำแสง  ช่องนำสัญญาณแบบCoaxial ช่องต่ออะนาล็อก   ช่องเสียบสายลำโพงต้องมีขนาดใหญ่  และพื้นที่พอจะเสียงสายลำโพงเส้นใหญ่ๆได้

ในปัจจุบันผู้จำหน่ายจะจัดชุดโฮมเธียเตอร์ออกเป็นชุดๆ เช่น ลำโพงทั้งชุดบวกกับรีซีฟเวอร์รุ่นต่างๆจะทำราคาแบบขั้นบันได   เมื่อตัดสินใจซื้อชุดใดชุดหนึ่งก็จะได้เปรียบที่รีซีฟเวอร์  แต่อาจจะด้อยที่ลำโพงหรือดีที่ลำโพง  แต่ด้อยที่รีซีฟเวอร์  จุดนี้เองทำให้ผู้ซื้อเลือกยาก  รักพี่เสียดายน้อง  อยากแนะนำว่าหากมีงบจำกัดให้เลือกซื้อชุดระดับกลางโดยเน้นที่รีซีฟเวอร์ที่เป็นรุ่นระดับกลาง  ส่วนลำโพงนั้นอาจมาอัพเกรดในภายหลังได้    แต่ถ้ามีงบไม่จำกัด  ควรเลือกซื้อชุดลำโพงก่อนแล้วค่อยหารีซีฟเวอร์มาเข้าชุด   ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ขายมักจะอ้างว่า รีซีฟเวอร์สามารถนำไปใช้ได้ดีทั้งการดูหนังและฟังเพลง   แต่จากการได้ฟังมาพบว่าถ้านำรีซีฟเวอร์มาฟังเพลงจะพบว่าเสียงเพลงที่ได้จะออกไปในทางแห้งแล้ง  ไม่หวาน  ไม่นุ่มนวล  พูดง่ายๆคือไม่เพราะ

สาย…อุปกรณ์จำเป็นในระบบโฮมเธียเตอร์

เมื่อเราคิดที่จะเปลี่ยนสายจากที่ผู้ขายเขาแถมาให้   เราก็ต้องจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วนเสียก่อนว่าระบบโฮมเธียเตอร์ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง   ส่วนใหญ่พนักงานขายมักจะแนะนำดิจิตอลแบบOptical ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของที่ทำจากจีน   จริงอยู่สาย Optical หรือใยแก้วนำแสงนั้น ถ้ามีคุณภาพสูงราคาก็จะสูงตามไปด้วย   จากที่เคยใช้สาย Optical เทียบกับสาย Coaxial 75 โอห์ม  แล้วสาย Optical แม้จะให้รายละเอียดได้ดี  แต่เสียงออกไปในทางกระด้าง  แข็ง  ไม่น่าฟัง  เทียบกับสาย Coaxial แล้ว นุ่มกว่า  มีความเป็นดนตรีมากกว่า  จึงอยากแนะนำให้ใช้สาย Coaxial มากกว่าเพราะจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า

สายลำโพง ก่อนซื้อต้องวัดอย่างละเอียดว่าต้องใช้กี่เมตร  โดยเฉพาะสาย Surround ที่ต้องใช้ยาวกว่าสายลำโพงอื่น  และสายลำโพงควรจะเป็นสายชนิดเดียวกันด้วย   
ที่มา : http://audiochet.com    
 

คู่มือเลือกซื้อชุดโฮมเธียเตอร์

ใหญ่แค่ไหนถึงจะพอ?

ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องที่จะติดตั้งชุดเครื่องเสียงเป็นสำคัญ ชุดโฮมเธียเตอร์ที่ดีควรมีกำลังเพียงพอที่จะให้เสียงคุณภาพดีได้เต็มห้อง (ทั้งเรื่องของความดัง และคุณภาพของเสียงที่ได้) หากชุดที่ใช้มีขนาดเล็กกว่าห้อง ก็อาจทำให้คุณภาพเสียงที่ด้อยลงเมื่อฟังที่ความดังเสียงที่สูงขึ้น

THX ได้แบ่งสินค้าตามขนาดห้องให้คร่าว เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้งานดังนี้

  • THX Ultra2 Certified : เหมาะสำหรับห้องขนาด 3,000 ลูกบาศก์ฟุต ที่จุดรับชม(ฟัง)ห่างจากจอภาพประมาณ 12 ฟุต หรือมากกว่านั้น
  • THX Select หรือ Select2 Certified : จะเหมาะสำหรับห้องขนาดกลางที่ 2,000 ลูกบาศก์ฟุต ที่จุดรับชม(ฟัง)ห่างจากจอภาพประมาณ 10-12 ฟุต

(เพิ่มเติมเองจากผู้แปล : จริงๆ แล้วทาง THX เองยังได้แบ่งขนาดห้องย่อยลงไปอีก 2 ขนาด คือ THX I/S Plus และ THX Certified Multimedia แต่ดูเหมือนจะจับกลุ่มผู้ใช้งานชุดลำโพงคอมพิวเตอร์ หรือชุดเครื่องเสียงขนาดเล็กเป็นหลัก เลยไม่ได้มีรายละเอียดลงไว้ในบทความนี้ด้วย / และถึงบทความนี้จะเป็นการให้ข้อมูลสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงในกลุ่มของ THX Certified ก็ตาม แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เรายังสามารถใช้อ้างอิงสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงอื่นๆ ที่ไม่ใช่ THX Certified ได้เช่นกัน)

คิดก่อนซื้อ…

คำถามแรกที่ควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงเข้าบ้านก็คือ “เราจะใช้มันเพื่อฟังอะไรบ้าง?” จะใช้ต่อกับเครื่องเล่นไฟล์อย่าง iPod เพื่อใช้ฟังเพลงด้วยหรือเปล่า? เปิดไฟล์หนังที่มีเสียง 5.1/7.1 (มัลติแชนเนล) ด้วยมั้ย? หรือเพียงต้องการให้เสียงจากช่องรายการทีวีปกติดีขึ้นเท่านั้น? หากต้องการใช้งานเพื่อการชมภาพยนตร์เป็นหลัก หรือเล่นเกมที่มีการบันทึกเสียงแบบมัลติแชนเนลด้วย ก็ควรเลือกชุด 5.1/7.1 (มัลติแชนเนล) แต่หากแค่ต้องการฟังเพลงเป็นหลัก ชุดเครื่องเสียงมัลติมีเดีย 2.0/2.1 ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

อะไรคือชุดเครื่องเสียงแบบ 5.1 และ 7.1

ตัวเลข 5 และ 7 บ่งบอกถึงจำนวนช่องสัญญาณที่เสียงต้นฉบับถูกบันทึกมา และยังหมายรวมถึงจำนวนตู้ลำโพงในชุดเครื่องเสียงด้วยเช่นกัน (เพราะเราใช้งานตู้ลำโพงแต่ละตัวในการกำเนิดเสียงของแต่ละช่องสัญญาณแยกกันด้วยนั่นเอง) ส่วนตัวเลข .1 นั้นบ่งบอกถึงลำโพงซับวูเฟอร์ที่ใช้สร้างเสียงย่านต่ำ หรือเสียงเบสในชุดเครื่องเสียงของเรานั่นเอง

ควรเลือกเป็น HTiB (โฮมเธียเตอร์อินเดอะบ็อกซ์ หรือชุดเครื่อเสียงสำเร็จรูป) หรือซื้อแยกชิ้นดี?

ถ้าหากความสะดวกสบายในการเลือกซื้อเป็นจุดประสงค์หลัก การเลือกใช้ชุดเครื่องเสียงสำเร็จรูปก็อาจจะเหมาะสมกว่า ชุดเครื่องเสียงประเภทนี้ คือการจัดชุดรวมกันของ แอมป์ + ลำโพง + ซับวูเฟอร์ มาให้ครบในกล่องเดียว หรือในการซื้อครั้งเดียว / ในบางชุดอาจรวมถึงเครื่องเล่นไฟล์ หรือเครื่องเล่นแผ่น DVD/Bluray รวมอยู่ในชุดมาให้ด้วยเลย / และส่วนใหญ่ก็มักจะมาพร้อมกับสายสัญญาณ และสายลำโพงต่างๆ มาให้แล้ว เพียงแกะออกจากกล่องก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้ทันที

ข้อด้อยสำหรับชุดสำเร็จรูปแบบนี้ก็คือ มักจะมีกำลังขับของแอมป์ที่ไม่สูงมาก รวมไปถึงคุณภาพของอุปกรณ์โดยรวมของทั้งระบบที่ต่ำ (เพราะเน้นราคาจำหน่ายที่ไม่สูงมากเป็นหลัก) เลยทำให้คุณภาพของเสียงที่ได้นั้นไม่สู้จะดีนัก / แต่ชุดเครื่องเสียงสำเร็จรูปในตลาดที่มีคุณภาพสูง ก็ยังมีให้เลือกใช้งานกันอยู่บ้าง อย่าง Onkyo HT-S9X00THX ที่เลือกใช้เสียงในระดับ THX Certified

(เพิ่มเติมเองจากผู้แปล : แต่ราคาจำหน่ายของชุดเครื่องเสียงในรุ่น HT-S9X00THX ของ Onkyo เองก็ไม่ถือว่าถูกนัก ใกล้เคียงกับชุดแยกชิ้นเริ่มต้นของค่ายอื่นบางค่ายด้วยซ้ำไป)

htib

AV Reciever คืออะไร?

AVR ทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวใจของชุดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์เลยทีเดียว เพราะเป็นทั้งเครื่องที่รับสัญญาณของทั้งภาพและเสียงจากเครื่องเล่นไฟล์/TV/DVR/DVD/Bluray/Game console ในระบบและยังทำหน้าที่ถอดรหัสเสียง และเป็นแอมป์(กำลังขับ)ให้กับชุดลำโพงทั้งหมดในระบบอีกด้วย

ปัจจุบัน AVR เองมีให้เลือกมากมายหลากหลายยี่ห้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลักแสนกันเลย ความแตกต่างของ AVR แต่ละระดับราคา หรือแต่ละยี่ห้อ ก็มีทั้งลักษณะเสียง, กำลังขับของแอมป์, ความหลากหลายของการเชื่อมต่อเครื่องเล่น และเครื่องเสียงต่างๆ, ตลอดจนถึงความละเอียดในการปรับแต่ง ปรับตั้งค่าการทำงานต่างๆ

การจะเลือกใช้งาน AVR ตัวหนึ่งตัวใดนั้น จึงมีเรื่องต้องพิจารณาอยู่หลายส่วนด้วยกัน

  • กำลังขับของแอมป์จะต้องเพียงพอต่อลำโพงที่จะเลือกใช้งาน (ทั้งขนาดของลำโพง และจำนวนของลำโพงที่จะเลือกใช้)
  • จำนวนช่องเชื่อมต่อต่างๆ จะต้องเพียงพอต่อการใช้งานของเราด้วย (HDMI, component, etc.)
  • ลักษณะเสียง หรือลูกเล่นปลีกย่อยอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ
  • ปัจจุบัน AVR ยังเป็นแหล่งรับและกระจายภาพไปยังจอภาพ TV/Projector ของเราด้วย คุณภาพของชิปประมวลผลภาพ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรจะพิจารณาร่วมด้วย นอกเหนือไปจากคุณภาพของชิปถอดรหัสเสียง

การเลือกลำโพง?

ชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์มีให้เลือกซื้อทั้งที่เป็นชุดสำเร็จรูป 5.1/7.1 หรือเลือกซื้อแยกเป็นคู่ หรือแยกเป็นชิ้นก็ได้ / รวมไปถึงความหลากหลายของยี่ห้อที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ก็ล้วนแต่มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป นอกจากตู้ลำโพงมาตรฐานทั่วไปแล้ว เรายังสามารถเลือกตู้ลำโพงที่ออกมาแบบมาเพื่อฝังซ่อนไปกับผนังหรือเพดานเพื่อให้กลมกลืนกับการตกแต่งห้องก็ได้เช่นกัน ความยากง่ายในการติดตั้ง และเซ็ตอัพระบบก็จะแตกต่างกันออกไป

นอกจากลำโพงทั้ง 2 แบบข้างต้นแล้ว ยังมีตู้ลำโพงที่ออกแบบมาสำหรับแขวนกับผนังโดยเฉพาะให้เลือกใช้งานอีกด้วย / เพราะย่านเสียงต่ำ(เสียงเบส)เดินทางได้ดีในของแข็ง ปริมาตรของกำแพงเองก็จะถูกใช้เป็นตัวกลางในการกระจายเสียง หรือขยายเสียงเบสด้วยเช่นกัน การที่เรานำตู้ลำโพงที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้แขวนกับผนังโดยเฉพาะไปติดตั้งเข้ากับผนัง ก็อาจทำให้เกิดอาการเบสบวม หรือเบสล้นห้องได้ / ตู้ลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้สำหรับแขวนกับผนังโดยเฉพาะสามารถช่วยลดการเกิดอาการดังกล่าวลงได้ จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับลักษณะการติดตั้งด้วยเช่นกัน

ลำโพงขนาดใหญ่กว่า ให้เสียงที่ดีกว่ามั้ย?

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีตู้ลำโพงขนาดเล็กที่สามารถให้เสียงได้ดีๆ ออกมาให้เลือกซื้อ เลือกใช้กันอยู่มากมาย แต่ตู้ขนาดใหญ่ก็ยังให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าอยู่ดี โดยเฉพาะคุณภาพของเสียงเบส / ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานแต่ละรายว่าต้องการคุณภาพของเสียงที่ดีเป็นหลัก หรือต้องการหน้าตาสวยงาม หรือขนาดของตู้ลำโพงขนาดเล็กเพื่อความสวยงามในการติดตั้งในห้องเป็นสำคัญ

จำเป็นต้องมีซับวูเฟอร์หรือไม่?

สำหรับชุดเครื่องเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงแบบ THX Certified ลำโพงซับวูเฟอร์นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียงเบสคุณภาพดีส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของเสียงซาวน์แทรคในการชมภาพยนตร์อย่างมาก จึงควรเลือกซับวูเฟอร์ที่ใหญ่ที่สุด และดีที่สุดเท่าที่งบประมาณของเราพึงจัดหามาได้ (ควรคำนึงถึงความเหมาะสมของขนาดห้องที่จะนำไปใช้งานร่วมด้วย) THX Certified เองแนะนำให้เลือกใช้งานตู้ลำโพงซับวูเฟอร์ที่มีขนาดดอกวูเฟอร์ตั้งแต่ 12″ ขึ้นไป หรือจะเลือกใช้งานเป็นขนาด 10″ x2 ดอกเป็นอย่างน้อย

เราสามารถเลือกใช้งานลำโพงต่างรุ่น ต่างยี่ห้อในชุดเดียวกันได้หรือไม่? (Mix and Match)

สามารถทำได้ และในความเป็นจริงแล้ว การสร้างมาตรฐานกลางของ THX Certified ขึ้นมานั้น ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเลือกใช้งานร่วมกันของชุดลำโพง และ AVR ที่อยู่ในมาตรฐาน THX Certified เหมือนกันได้ทันที โดยมั่นใจได้ว่าจะมีความเข้ากันได้ของเสียงที่ได้ยินจากชุดดังกล่าวนี้อย่างแน่นอน

นอกเหนือไปจากนั้น เรายังสามารถใช้งานตู้ลำโพงต่างชนิดกันในชุดเดียวกันได้ ยกตัวอย่างเช่นใช้ตู้ลำโพงมาตรฐานสำหรับลำโพงคู่หน้า แต่ใช้ลำโพงฝังผนังสำหรับลำโพงเซ็นเตอร์แทน แต่สิ่งที่ยังต้องคำนึงถึงก็คือการเลือกใช้งานลำโพงเซอร์ราวน์ดของทั้งชุดเครื่องเสียงนั้น ก็ยังควรเลือกให้มีความเหมือนกันอยู่เพื่อความกลมกลืนของเสียงจากทั้งระบบอยู่

^_^

(เพิ่มเติมเองจากผู้แปล : บทความข้างต้นผมเองไม่ได้แปลตรงตัวมาจากต้นฉบับนะครับ แต่เป็นการเรียบเรียงบางส่วนของบทความเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ และให้เป็นข้อมูลกว้างๆ สำหรับใช้อ้างอิงได้หลากหลายขึ้นกว่าในบทความต้นฉบับ หากเพื่อนๆ ที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษเพิ่มเติม คลิกเข้าไปอ่านได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ)

http://www.thx.com/consumer/home-entertainment/home-theater/thx-home-audio-buyer-guide/

- See more at: http://www.myththai.com/wp/?p=1529#sthash.9aKcjNrf.dpuf   

ที่มา : www.myththai.com  

เลือกโฮมเธียเตอร์ระบบ 5.1 หรือ 7.1 ดี?

 

ผมเชื่อว่า หนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับท่านที่กำลังคิดจะเลือกชุดโฮมเธียเตอร์มาใช้ คือ จะเอาแบบ 5.1 หรือ 7.1 แชนเนลดี? โฮมเธียเตอร์ 5.1, 7.1 คืออะไร? แตกต่างกันอย่างไร? และแบบไหนเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันมากกว่ากัน? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับ

วัตถุประสงค์บทความนี้ เป็นหนึ่งใน 'ชุดข้อมูลความรู้โฮมเธียเตอร์เบื้องต้น' สำหรับทุกท่านที่สนใจ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ให้มีแนวทางประกอบการตัดสินใจในการเลือกโฮมเธียเตอร์สักชุดหนึ่ง

หมายเหตุ: สำหรับท่านที่เพิ่งอ่านบทความในชุด Basic Home Theater FAQ นี้เป็นครั้งแรก แนะนำให้อ่านบทความแรกก่อน คือ Basic Home Theater FAQ - รู้จักกับระบบโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของระบบโฮมเธียเตอร์ รวมถึงความหมายของศัพท์เทคนิคต่างๆ บางคำ ที่มิได้มีการอธิบายซ้ำในบทความนี้ครับ
 

'ตัวเลข 2.0 (Stereo), 2.1, 5.1 หรือ 7.1 คือ อะไร ?'

ตัวเลข 2.0 (Stereo), 2.1, 5.1 และ 7.1 มีที่มาจาก จำนวนช่องสัญญาณเสียงอ้างอิงจากมาตรฐานการบันทึกเสียงของแหล่งโปรแกรม จำนวนช่องสัญญาณเสียงดังกล่าว เมื่อนำมาสร้างความบันเทิงในบ้านพักอาศัย จึงเท่ากับจำนวนของ 'แหล่งกำเนิดเสียง' ที่ใช้ในขั้นตอนเล่นกลับ (Playback) หรือในที่นี้ก็คือ ลำโพง (และภาคขยาย) ในระบบโฮมเธียเตอร์นั่นเอง
 
= Front Left, 2 = Front Right, 3 = Center, (.1) = Subwoofer
4 = Surround Left, 5 = Surround Right
6 = Surround Back Left, 7 = Surround Back Right

ความสัมพันธ์ระหว่าง 'จำนวนลำโพง' กับ 'ช่องเสียง' ของมาตรฐานระบบเสียง
ในภาพเป็นการอ้างอิงมาตรฐานจากหนึ่งในผู้กำหนดระบบเสียงเซอร์ราวด์ของภาพยนตร์ คือ Dolby Digital
 
ยกตัวอย่างจำนวนช่องเสียง จากมาตรฐานการบันทึกเสียงคอนเทนต์ในปัจจุบัน เช่น ซีดีอัลบั้ม จากอุตสาหกรรมเพลง การบันทึกเสียงจะเป็นรูปแบบสเตริโอ (2 แชนเนล) การรับฟังกับซิสเต็มเครื่องเสียง ในทางทฤษฎีเพียงแค่มีลำโพง 1 คู่ ก็สามารถตอบสนองอรรถรสการรับฟังดนตรีจากซีดีเพลงแผ่นนั้นได้อย่างครบถ้วน ในขณะที่มาตรฐานการบันทึกเสียงภาพยนตร์ เป็นรูปแบบเซอร์ราวด์หลายช่องเสียง ที่มีจำนวนมากก็เพื่อผลด้านการสร้างสนามเสียงรายล้อมจากหลายทิศทาง อันเป็นเอ็ฟเฟ็กต์เสียงประกอบที่เป็นเครื่องมือสร้างอารมณ์ร่วม เพื่อดึงผู้รับชม (ฟัง) เข้าสู่เหตุการณ์ในภาพยนตร์ 

ปัจจุบันจำนวนช่องเสียงหลักสำหรับภาพยนตร์ คือ 5 และ 7 แชนเนล (จากการบันทึกเสียงในตามมาตรฐานระบบเสียง Dolby Digital และ DTS) อย่างไรก็ดี ในกรณีของภาพยนตร์จะมีเสียงเอฟเฟ็กต์พิเศษอีกย่านหนึ่งที่ได้รับการมิกซ์เพิ่มเติมเข้ามา แต่มิได้เกี่ยวข้องกับทิศทางของเสียง ทว่ามีหน้าที่เติมเต็มอรรถรส 'ย่านเสียงต่ำ' (Low Frequency Effect - LFE) จากเหตุผลที่ช่องเสียงนี้เน้นเฉพาะย่านเสียงต่ำ (<120Hz) มิได้ครอบคลุมตลอดย่าน (Full-range ~20Hz - 20kHz) เหมือนเช่นลำโพงหลัก จึงใช้ตัวเลข '.1' กำกับแทนเลขจำนวนเต็ม แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่รับหน้าที่ในการสร้างเสียงเอฟเฟ็กต์ย่านนี้โดยตรงในขั้นตอนเล่นกลับ ก็คือ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (พร้อมภาคขยาย) นั่นเอง

หมายเหตุ: เสียงเอฟเฟ็กต์ ย่านเสียงต่ำ มีความสำคัญมากในการเติมเต็มความสมจริง เช่น เพิ่มความลึก และหนักหน่วงให้กับเสียงระเบิด เสียงไอพ่นเครื่องบิน เสียงไดโนเสาร์กระทืบเท้า เสียงคำรามของรถยนต์ ฯลฯ บางครั้งก็สามารถให้แรงสั่นสะเทือนได้ด้วย
  
ระบบเสียง 5.1 และ 7.1 มีพื้นฐานเดียวกัน คือ เป็นระบบเซอร์ราวด์มัลติแชนเนลทั้งคู่ ต่างกันที่ระบบ 7.1 มีลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คเพิ่มเข้ามาอีก 1 คู่ (SBL, SBR) เท่านั้น... แล้วลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คนี้มีหน้าที่สำคัญอย่างไร? เดิมทีในระบบ 5.1 นั้น ลำโพงเซอร์ราวด์ (SL, SR) จะรับหน้าที่ในการถ่ายทอดเสียงเอฟเฟ็กต์ที่มีทิศทางจากด้านข้าง ครอบคลุมเลยลึกไปถึงด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ในการใช้งานปกติ (ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม) เสียงเอฟเฟ็กต์จากลำโพงเซอร์ราวด์อาจตอบสนองการใช้งานได้ดี (ในการสร้างมิติเสียงรายล้อม) แต่บางสภาพแวดล้อม เช่น ในห้องใหญ่ ภาระหน้าที่ของลำโพงเซอร์ราวด์จะหนักมาก จากการพยายามถ่ายทอดเสียงรายล้อมให้ผลครอบคลุมพื้นที่คาดหวังค่อนข้างกว้าง ในขณะที่ระยะของลำโพงจำต้องอยู่ห่างกันมาก ในจุดนี้ลำโพงเพียงคู่เดียวอาจมีศักยภาพไม่เพียงพอ การเพิ่มเติมลำโพงเซอร์ราวด์แบ็ค ที่รับหน้าที่สร้างสนามเสียงเอฟเฟ็ต์ด้านหลังจุดนั่งฟังโดยเฉพาะอีก 1 คู่ จึงเข้ามาเติมเต็มช่องโหว่ตรงนี้ได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อผู้ผลิต (ค่ายผู้ผลิตภาพยนตร์) ทำการบันทึกเสียงสำหรับช่องเสียงเซอร์ราวด์แบ็คนี้ เพื่อให้ผลลัพธ์การรับฟังในขั้นตอนการเล่นกลับสามารถตอบสนองการใช้งานได้สูงสุดดังประสงค์
 

ปัจจุบันนอกจาก 5.1 และ 7.1 ยังมีระบบเสียงเซอร์ราวด์ที่คาบเกี่ยวคั่นกลางอยู่ คือ 6.1 กล่าวคือ เป็นการใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คเพียงแชนเนลเดียว แต่เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้รับความนิยม จึงไม่ขอกล่าวถึง
(ในอีกนัยหนึ่ง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในระบบ 7.1 ก็สามารถตอบสนองในส่วนของ 6.1 ได้เต็มศักยภาพ)
 

หมายเหตุ: ทางออกอีกวิธีหนึ่ง ที่มักถูกนำมาใช้ในการเพิ่มศักยภาพของลำโพงเซอร์ราวด์ ในระบบ 5.1 ในการสร้างสนามเสียงรายล้อมครอบคลุมพื้นที่กว้างนอกเหนือจากการใช้ลำโพงเซอร์ราวด์แบ็ค (7.1) คือ การใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์แบบ Bipole หรือ Dipole ซึ่งเป็นรูปแบบที่ THX แนะนำ (Dipole) ทั้ง 2 ลักษณะนี้เป็นการออกแบบติดตั้งไดรเวอร์ลำโพงให้มีการยิงเสียงออกไป 2 ทิศทางพร้อมกัน จึงครอบคลุมพื้นที่คาดหวัง ได้กว้างกว่า แต่ลำโพงรูปแบบนี้จะเหมาะกับการรับชมภาพยนตร์ ที่ไม่เน้นการชี้ชัดตำแหน่งทิศทางของเสียงเซอร์ราวด์มากเท่ากับมาตรฐานการฟังเพลงแบบมัลติแชนเนล (เช่น การบันทึกเสียงของ SACD Multi-channel)
 
ส่วนระบบ 2.1 เป็นรูปแบบย่อย ที่แตกแขนงออกมาจากการรับฟังแบบ 2 แชนเนล ถือเป็นรูปแบบที่ใช้ในการเล่นกลับ (Playback) มิใช่มาตรฐานที่ใช้ในการบันทึกเสียง โดยเป็นการนำลำโพงย่านต่ำ หรือ ซับวูฟเฟอร์มาเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบลำโพงหลัก จากเหตุผลที่การบันทึกเสียง 2 แชนเนล เป็นการมิกซ์เสียงแบบเต็มย่าน ตั้งแต่ต่ำยันสูง ลำโพง (และภาคขยาย) ในอุดมคติสำหรับการฟังเพลง 2 แชนเนล จึงควรต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อให้การตอบสนองความถี่เสียงครอบคลุมตลอดย่านดังกล่าว การผนวกลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ จึงช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานในย่านความถี่ต่ำของลำโพงหลักได้ ผลพลอยได้ที่ตามมา คือ ขนาดลำโพงจะกะทัดรัดมากขึ้น

นอกจากนี้ 2.1 ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบสนองเสียงย่านต่ำจากการรับชมภาพยนตร์ เมื่อทำการ Down mix ระบบเสียง 5.1/7.1 ไปเป็น 2.1 แม้จะยุบจำนวนลำโพงเซอร์ราวด์ลง แต่ซับวูฟเฟอร์จะยังคงรับหน้าที่สำคัญสำหรับเอ็ฟเฟ็กต์ย่านความถี่ต่ำลึก หรือ .1 นี้ได้  อรรถรสหลักในการรับชมภาพยนตร์ก็จะยังอยู่ครบถ้วน เพราะช่องเสียงความถี่ต่ำ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ แต่ผลเสียของระบบ 2.1 ก็มีเช่นกัน คือ เรื่องของความกลมกลืนในการเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ให้ผสานกับลำโพงหลัก หากจุดนี้ทำได้ไม่ลงตัว จะรู้สึกถึงความแปลกแยกในย่านการตอบสนองความถี่รวมของระบบลำโพง ฟังแล้วมีรอยต่อของเสียงที่ไม่กลมกลืน จึงขาดความเป็นธรรมชาติ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ช่วยให้เราได้ความกลมกลืนนี้ได้ง่ายขึ้นด้วยระบบ Auto Speaker Calibration ที่เป็นระบบตรวจวัดและตั้งค่าลำโพงโฮมเธียเตอร์ต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ (พบได้กับ AVR/Pre Processor ส่วนใหญ่ ในชุดโอมเธียเตอร์แยกชิ้น รวมถึงชุด HTiB บางรุ่น)


 
หมายเหตุ: บางกรณีอาจพบเห็นตัวเลข 2.2, 5.2, 7.2 แชนเนล ฯลฯ .2 คือ จำนวนซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ในระบบ (ในที่นี้ คือ 2 ชุด มักกำกับอยู่ที่ AVR) โดยเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้งานระบบเครื่องเสียง และโฮมเธียเตอร์ (ใช้ในขั้นตอนเล่นกลับ มิได้เป็นมาตรฐานในการบันทึกเสียง) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเติมเต็มเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยการเพิ่มจำนวนซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ (มากกว่า 1 ชุด) 

 
นอกเหนือจากจำนวนลำโพงที่ต้องใช้ในระบบแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง 'ตำแหน่งตั้งวางลำโพง' กับ 'ตำแหน่งอ้างอิง' ตามมาตรฐานการติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทาง ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ควรทราบเช่นเดียวกัน เนื่องจากจะส่งผลถึงศักยภาพในการตอบสนองเสียงเซอร์ราวด์ของระบบลำโพงโดยตรง ตำแหน่งที่ดีที่สุด คือ ตำแหน่งเดียวกับที่ผู้ผลิตใช้อ้างอิง (ในภาพเป็นการอ้างอิงมาตรฐานจากหนึ่งในผู้กำหนดระบบเสียงเซอร์ราวด์ของภาพยนตร์ คือ Dolby Digital)
 
หมายเหตุ: 
- รูปแบบตำแหน่งการวางลำโพงข้างต้น เป็นการอ้างอิงสภาพแวดล้อมแบบสมมาตร ระยะห่างของลำโพงซ้ายกับขวาถึงจุดนั่งฟังมีระยะที่เท่ากัน ซึ่งเป็นการจัดวางลำโพงโฮมเธียเตอร์ที่ดีที่สุดตามอุดมคติ อย่างไรก็ดีในสภาพใช้งานจริงระยะห่างของลำโพงอาจยืดหยุ่นจากนี้ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการกำหนดชดเชยค่ากำหนด (Distances/ Delay Time) อย่างเหมาะสม
- ตัวเลของศา วัดจากแกนอ้างอิงเสมือน คือ แนวเส้นตั้งฉากกับจอภาพ หรือก็คือเส้นตรงที่ลากจากจอภาพไปยังจุดรับชม  
 
 'แล้วควรเลือก 5.1 หรือ 7.1 ดี ?' 
 
ก่อนเลือกระบบโฮมเธียเตอร์ 5.1 หรือ 7.1 นั้น ในเบื้องต้นมีจุดให้พิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก ดังต่อไปนี้

1. คอนเทนต์ที่เน้นรับชม (ฟัง) คืออะไร?
หากเน้นชมรายการทีวี (ข่าว ละคร) หรือฟังเพลง (ซีดี วิทยุ) ซึ่งใช้มาตรฐานการบันทึกเสียงแบบสเตริโอ (2-ch) อาจไม่มีความจำเป็นต้องจัดหาระบบลำโพงรอบทิศทางทางมาใช้ ถึงแม้ปัจจุบันระบบโฮมเธียเตอร์จะสามารถจำลองเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทางจากเสียงต้นฉบับแบบโมโน หรือ 2 แชนเนล ได้ แต่คงจะไม่คุ้มค่า จากการใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพที่แท้จริง กรณีนี้การจัดหาซิสเต็มเครื่องเสียง 2 แชนเนล คุณภาพสูง (เพื่อมุ่งเน้นฟังเพลงแบบสเตริโอ) มาใช้งาน อาจจะตอบสนองได้คุ้มค่า และตรงกับความต้องการข้างต้นมากกว่า แต่หากแน่ใจแล้วว่า งานนี้จัดเต็มกับการรับชมภาพยนตร์ คอนเสิร์ต หรือเล่นเกม ระบบเซอร์ราวด์โฮมเธียเตอร์ (ไม่ว่า 5.1 หรือ 7.1) ถือเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาลำดับต้นๆ ครับ

 

นอกเหนือจากคอนเท้นต์ด้านภาพและเสียงจากภาพยนตร์ และคอนเสิร์ตแล้ว ฟอร์แม็ตเพลง (ที่ไม่มีภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง) ในรูปแบบระบบเสียง 'มัลติแชนเนล' ก็มีเช่นเดียวกัน แม้ว่าจำนวนจะไม่มากนัก
โดยทั่วไปมาตรฐานสำหรับเพลงแบบมัลติแชนเนล คือ 5.1

2. มีงบประมาณเท่าไหร่?
เผื่อเหลือดีกว่าขาด แต่บางกรณียิ่งมากก็มิใช่ว่ายิ่งดี เพราะมันคือ 'ต้นทุน' โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้ (หรือใช้น้อย ใช้ไม่เต็มศักยภาพ) ของที่เผื่อเหลือนั้น ย่อมจะสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย

คงเลี่ยงมิได้ที่จะบอกว่า 'งบประมาณ' เป็นตัวกำหนดคุณภาพของซิสเต็ม ถ้างบไม่จำกัด มีเหลือเผิ่อไว้ย่อมดีกว่า แต่ถ้างบจำกัด การมุ่งประเด็นไปที่เรื่องของ 'คุณภาพ' มากกว่า 'ปริมาณ' น่าจะตอบสนองการใช้งาน (คือ การสร้างความพึงพอใจ) ได้ดีกว่า เพราะอรรถรสที่ได้จากระบบเสียงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจาก 'คุณภาพของซิสเต็ม' คือ คุณภาพของอุปกรณ์ และการพิถีพิถันเรื่องของการเซ็ตอัพ มากกว่าจะเน้นที่จำนวนลำโพง ดังนี้การที่มีจำนวนลำโพงมากขึ้น แต่งบประมาณเท่าเดิม ก็เท่ากับต้องลดคุณภาพของลำโพง และ/หรือ อุปกรณ์อื่นๆ ในระบบลง รวมถึงการเซ็ตอัพระบบลำโพงก็จะต้องอาศัยความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น


หากงบราว 2 หมื่น ต้นๆ ฟันธงเลยครับว่าเล่น 5.1 ดีกว่า ในกรณีที่อยากเล่น 7.1 (ที่ได้น้ำได้เนื้อหน่อย) งบขั้นต่ำจะอยู่ราวหย่อน 3 หมื่นบาทเล็กน้อย ซึ่งเป็นชุด HTiB หากเป็นชุดแยกชิ้นจะใช้งบสูงกว่านี้

 

3. พื้นที่ใช้งาน ใหญ่-เล็ก เพียงใด?
เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ลำโพง 1 ข้าง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องการพื้นที่ว่างในการตั้งวาง (ลำโพงเล็กจะได้เปรียบตรงความต้องการพื้นที่นี้น้อยกว่า) หากจำนวนลำโพงมากขึ้น พื้นที่ข้างต้นก็ต้องเพิ่มขึ้นตามกัน นี่ยังไม่รวมประเด็นที่ว่า ตำแหน่งที่ดีที่สุดอาจจำเป็นต้องใช้ที่ทางมากกว่าขนาดลำโพงที่เห็นภายนอก (จากตัวแปรเรื่องของอะคูสติก) ไปจนถึงความกลมกลืนเรียบร้อยสวยงามจากตัวลำโพงนั้นๆ และจำนวนเส้นสายเชื่อมต่อต่างๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ สวัสดิภาพความปลอดภัยทั้งตัวอุปกรณ์เองต้องไม่อยู่เกะกะขวางทาง ผู้ใช้หรือสมาชิกในบ้านต้องคอยให้ความระแวดระวังมิให้เดินสะดุด หรือได้รับอันตรายใดๆ หรือไม่? ทำความสะอาดหรือถอดบำรุงรักษาในภายหลังได้ง่ายหรือเปล่า? ฯลฯ ดังนี้แล้ว หากที่ทางจำกัด การบรรจุลำโพง (และอุปกรณ์) จำนวนมากเข้ามาในห้องย่อมจะสร้างปัญหาตามมา นอกจากจะดูอึดอัดแล้ว ผลลัพธ์ทางเสียงที่ได้ อาจไม่ดีอย่างที่คาดหวัง

อันที่จริงพื้นที่สักราว 12 ตร.ม. ก็พอใช้งานระบบ 7.1 ได้ แต่ต้องเน้นลำโพงขนาดเล็กเท่านั้น ทว่าด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ผลลัพธ์อาจจะออกแนวล้นๆ หรือรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง... โดยทั่วไปพื้นที่สำหรับระบบ 7.1 จึงควรมากกว่า 20 ตร.ม. ขึ้นไป เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างระยะห่างของลำโพง กับตำแหน่งนั่งฟังเป็นอิสระมากขึ้น โดยความกว้างของห้องไม่ควรน้อยกว่า 3.5 ม. (4 ม. หรือมากกว่า จะดีมาก) สำหรับระบบ 7.1
 


 'ไม่ว่าจะเลือกระบบ 5.1 หรือ 7.1 อุปกรณ์จำเป็นต้องมี 
 สำหรับการรับฟังระบบเสียงมัลติแชนเนลมีอะ ไรบ้าง ?' 

 
เมื่อพิจารณาประเด็นข้างต้นแล้ว ต่อไปมาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรับฟังระบบเสียงมัลติแชนเนลกันครับ แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่ใช้ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ ดังที่อ้างอิงในบทความ Basic Home Theater FAQ - รู้จักกับระบบโฮมเธียเตอร์ นั่นเอง แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบเสียงเป็นหลัก จึงโฟกัสไปที่ แหล่งโปรแกรม และอุปกรณ์ทางด้านเสียง

 
สำหรับแหล่งโปรแกรม หากท่านชอบชมภาพยนตร์ รวมไปถึงคอนเสิร์ต หรือเกม เป็นชีวิตจิตใจ คงจะคุ้นเคยกับระบบเสียงรอบทิศทางอยู่แล้ว การสังเกตว่าคอนเทนต์ใดรองรับระบบเสียง 5.1 หรือ 7.1 บ้าง ต้องดูที่การแจ้งรายละเอียดของคอนเทนต์นั้นๆ เช่น ตรวจสอบระบบเสียงได้จากปกหลังในส่วนของ Audio ซึ่งที่ผ่านมาระบบ 7.1 อาจจะมีไม่มาก เทียบแล้ว 5.1 มีเยอะกว่า ดังนั้น ถ้าเน้นพิจารณาจากปริมาณคอนเทนต์ การเลือกระบบโฮมเธียเตอร์แบบ 5.1 ก็น่าจะเพียงพออย่างไรก็ดีในปีนี้ (2012) มีแนวโน้มว่า มาตรฐานภาพยนตร์บลูเรย์ใหม่ๆ หลายเรื่องที่เป็นมาตรฐาน 7.1 มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องเด่น เช่น Puss in Boots (DD TrueHD 7.1), Mission Impossible - Ghost Protocol (DD TrueHD 7.1), The Adventures of Tin Tin (DTS-HD MA 7.1) ฯลฯ ส่วนเรื่องที่วางจำหน่ายไปแล้ว และน่าสนใจ เช่น Toy Story 3 (DTS-HD MA 7.1), Cars 2 (DTS-HD MA 7.1), Captain America (DTS-HD MA 7.1), Kung Fu Panda 2 (DD TrueHD 7.1) ฯลฯ

ภาพด้านหลังเพลเยอร์ แสดงให้เห็นช่องต่อเอาต์พุตสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบดิจิทัล (HDMI/Coax/Optical) และอะนาล็อก ซึ่งใช้ในการส่งสัญญาณเสียง 5.1/7.1 ไปยังอุปกรณ์จำพวก
เซอร์ราวด์ดีโคดเดอร์ (ดิจิทัล) หรือภาคขยาย (อะนาล็อก) ก่อนจะมีเสียงออกที่ลำโพง
 
ส่วนระบบฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นต้องมี คือ เพลเยอร์ ซึ่งในกรณีของ BD/DVD Player รวมถึง HD Player ในปัจจุบันรองรับระบบเสียงดิจิทัลมัลติแชนเนล 5.1/7.1 แล้ว แทบทั้งสิ้น! โดยอาศัยการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบ ดิจิทัลมัลติแชนเนลไม่ว่าจะเชื่อมต่อผ่านทาง Digital HDMI, Digital Coaxial, หรือ Digital Optical Output การเชื่อมต่อแบบดิจิทัลนี้ จำเป็นต้องมีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์มัลติแชนเนล เพื่อแปลงสัญญาณเสียงที่เข้ารหัสมาด้วยระบบดิจิทัล ก่อนส่งไปยังภาคขยายอะนาล็อกมัลติแชนเนล จนมีเสียงออกที่ลำโพงรอบทิศทาง
 
ปัจจุบันขั้นตอนข้างต้นทั้งหมด ถูกผนวกรวมอยู่ในอุปกรณ์ที่เรียกว่า AV Receiver (AVR) แล้ว
เพียงแค่จัดหาลำโพงมาให้ครบ และมีแหล่งโปแกรมพร้อม ก็รับฟังเสียงมัลติแชนเนล 5.1/7.1 ได้เลย

ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบอะนาล็อกมัลติแชนเนล เพื่อใช้งานร่วมกับ AVR รุ่นเก่า หรือต่อตรงกับอะนาล็อกมัลติแชนเนลแอมปลิฟายเออร์ ซึ่งเป็นภาคขยายเพียวๆ ไม่มีเซอร์ราวด์ดีโคดเดอร์ในตัว ต้องดูว่าเพลเยอร์เครื่องนั้นมีมัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุต หรือไม่ และเป็นแบบ 5.1 หรือ 7.1 วิธีนี้จำเป็นต้องจัดหาสายสัญญาณอะนาล็อกเพิ่มเติม เท่ากับจำนวนแชนเนลที่ต้องใช้

 
หมายเหตุ: ในกรณีที่ต้องการเอาต์พุตสัญญาณเสียง HD Multi-ch (DD TrueHD, DTS-HD MA) แบบ Digital Bitstream จำเป็นต้องเชื่อมต่อทาง HDMI เท่านั้น ! ซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิทัลออดิโอ/วิดีโอ แบนด์วิธสูงที่สุดในปัจจุบัน อีกทั้งลักษณะภายนอกที่เป็นเพียงสายเส้นเดียว แต่ส่งสัญญาณดิจิทัลทั้งภาพ 3D ไฮเด็ฟ และเสียงเซอร์ราวด์มัลติแชนเนล ไปจนถึงคอนโทรลฟังก์ชั่น และอาจรวมถึงอีเทอร์เน็ต เข้าไว้ด้วยกัน จึงเพิ่มความสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้สายหลายเส้น-หลายแบบ ให้สับสนวุ่นวาย

 
ในส่วนของอุปกรณ์ในภาคออดิโอ อย่างชุดเครื่องเสียง และลำโพงโฮมเธียเตอร์ หากเทียบแบบแยกชิ้น กับชุด HTiB ที่มักจะเป็นระบบเริ่มต้น เน้นความคุ้มค่า อเนกประสงค์ จะพบว่าชุดโฮมเธียเตอร์แบบแยกชิ้นให้ทางเลือกที่ยืดหยุ่น และหลากหลายมากกว่า จึงสามารถปรับเปลี่ยนขยับขยายระบบเสียงมัลติแชนเนลเพิ่มเติมในอนาคตได้ เช่น เมื่อต้องการจะอัพเกรดจาก 5.1 ไปใช้ระบบ 7.1
 
จากข้อดีในจุดนี้ จึงมีแนวทางหนึ่งที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับชุดแยกชิ้น แต่ยังคงจำกัดงบไม่ให้สูงมากนัก คือ เลือกซิสเต็มลำโพง 5.1 ที่ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณจะเอื้ออำนวยก่อน พร้อม ๆ กับเลือก AVR ที่รองรับระบบ 7.1 (ปัจจุบัน AVR ตั้งแต่รุ่นกลางเล็ก ขึ้นไป น่าจะเป็นระบบ 7.1 หมดแล้ว) อนาคตหากต้องการขยับขยายระบบ ก็เพียงอัพเกรดเพิ่มเติมลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คมาอีก 1 คู่ แต่ให้ใช้ซีรี่ส์เดียวกัน (จะใช้รุ่นเดียวกับลำโพงเซอร์ราวด์เลย ย่อมจะให้ความกลมกลืนที่ดี) เพียงเท่านี้ก็จะได้ระบบ 7.1 ที่สมบูรณ์... (เมื่อมีความพร้อม)
 

AVR ยุคใหม่ (รุ่นกลางเล็ก ขึ้นไป) มีฟีเจอร์หนึ่งที่เรียกว่า 'Bi-amp' โดยเป็นการนำภาคขยาย 2 ชุดขับลำโพงคู่เดียว คือคู่หน้า (ที่ออกแบบวงจรครอสโอเวอร์แบบ Bi-wire) อันเป็นแนวทางที่มักจะส่งผลให้ศักยภาพในการขับขานลำโพงสูงขึ้น จึงเหมาะมากสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ที่เน้นฟังเพลง 2 แชนเนลด้วย อย่างไรก็ดีผู้ผลิต AVR มักจะกำหนดให้ฟังก์ชั่นไบ-แอมป์ เป็นการดึงภาคขยายของลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คมาใช้ ดังนั้นจึงต้องชั่งใจว่า จะไบ-แอมป์ โดยแลกกับการใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คอันเป็นความต้องการในระบบ 7.1 หรือไม่ (ในขณะที่ไบ-แอมป์ การใช้งานระบบเซอร์ราวด์จะรองรับที่รูปแบบ 5.1) 

ที่มา : http://www.hdplayerthailand.com/
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :
 
สินค้าแนะนำ
สินค้าขายดี
ปฎิทิน
December 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
     
ส่งของทางไปรษณีย์
ตรวจเช็คการส่งสินค้า
พิมพ์หมายเลขได้ที่นี่ 
Facebook